บทบาทของเภสัชกรในการประเมินการใช้ยาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

Last modified: August 27, 2020
You are here:
Estimated reading time: 2 min
ชื่อบทความ: บทบาทของเภสัชกรในการประเมินการใช้ยาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
Research Article: Role of pharmacist in drug use evaluation for patients with heart failure
ผู้เขียน/Author: เพลินตา สิริมานุวัฒน, อุษาศิริ ศรีสกุล, วราวุธ อัมพรวิโรจน์กิจ, อภิโชติ โซ่เงิน และ สุภาพร พัฒนสาร |Plernta Sirimanuwat, Usasiri Srisakul, Warawut Umpornwirojkit, Apichot So-Ngern & Supaporn Pattanasan
Email: usasiri@siam.edu
สาขาวิชา/คณะ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กรุงเทพฯ 10160
Department/Faculty Faculty of Pharmacy,  Siam University, Bangkok 10160
Published/แหล่งเผยแพร่ วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2563

การอ้างอิง/citation

เพลินตา สิริมานุวัฒน, อุษาศิริ ศรีสกุล, วราวุธ อัมพรวิโรจน์กิจ, อภิโชติ โซ่เงิน และ สุภาพร พัฒนสาร. (2563). บทบาทเภสักรในการประเมินการใช้ยาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว. วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ , 16(1), 25-45.


บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินอัตราการรักษาด้วยยามาตรฐานตามแนวทางเวชปฏิบัติในผู้ป่วยแต่ละรายที่สมควรจะได้รับ และประเมินปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยาในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

วิธีดำเนินการวิจัย: เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน (retrospective analysis of quasi-experimentaldata)ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดที่มีแรงบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลงและได้รับการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคร่วม ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ ข้อมูลการรักษาด้วยยา บันทึกของเภสัชกรในการประเมินปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยาการแก้ไข
ปัญหาและการติดตามผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2560 จากน้ัน นำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบอัตราการรักษาด้วยยามาตรฐานตามแนวทางเวชปฏิบัติ (guideline adherence indicator: GAI)และรายงานการประเมินปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยา

ผลการวิจัย:ผู้ป่วยทั้งหมด 97 คน มีอายุเฉลี่ย 63.04+13.26 ปี และร้อยละ 59.79เป็นเพศชายโรคร่วมที่พบบ่อยได้แก่โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด(ร้อยละ82.47) โรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 78.35) โรคเบาหวานชนิดที่ 2(ร้อยละ 49.48) โรคไตวายเรื้อรัง (ร้อยละ 40.21) และโรคหัวใจเต้น ผิดจังหวะชนิดสั่นพริ้ว (ร้อยละ 22.70)หลังจากผู้ป่วยได้รับกํารดูแลจากคลินิกสหสาขาวิชาชีพ พบว่ํา GAI ระดับสมบูรณ์ (ได้รับยาครบ 3 รายการ) มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติร้อยละ 35.05 และ 85.57 ตามลำดับ (p<0.001) ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยาพบทั้งหมด 401 ครั้ง ปัญหาที่พบบ่อยไดแก่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการใช้ยา หรือการรักษา (ร้อยละ 38.40) การได้รับยาถูกต้องแต่ขนาดต่ำเกินไป (ร้อยละ23.69) และการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา(ร้อยละ 20.20) เภสัชกรมีบทบาทในการจัดการปัญหาโดยให้คําแนะนํา ผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ปรับยา (ร้อยละ 53.62) การให้คําแนะนําแก่ผู้ป่วยโดยไม่ปรับยา (ร้อยละ 42.64) และแจ้งแพทย์ปรับยา (ร้อยละ 2.99) ส่งผลให้ปัญหําส่วนมํากได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์(ร้อยละ 86.03) ยาที่เป็นสําเหตุของปัญหา พบว่า ร้อยละ 43.27 เกิดจากยารักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและร้อยละ 56.73 จากยารักษาโรคร่วม

สรุป: เภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการประเมินการใช้ยา เพื่อส่งเสริมความเหมาะสมในการรักษาตามแนวทางเวชปฏิบัติและเภสัชกรยังมีบทบาทในการจัดการปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยา ด้วยการประเมิน แก้ไขปัญหา และติดตามปัญหาจากการใช้ยา ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ยารักษาภาวะหัวใจล้ม เหลวเท่ําน้ัน จะต้องครอบคลุมการรักษาโรคร่วมด้วยจึงจะส่งผลให้ผู้ ป่วยไดรับประสิทธิผลการรักษาด้วยยาได้อย่างเต็ม ที่และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา

คำสำคัญ: บทบาทของเภสัชกร, การประเมินการใช้ยา, ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยาการรักษาด้วยยามาตรฐานตามแนวทางเวชปฏิบัติ, ภาวะหัวใจล้มเหลว, สหสาขาวิชาชีพ


ABSTRACT

Objective: The purposes of this research were to evaluate medications treatment with guideline adherence indicator (GAI) and evaluate drug-related problems (DRPs) in patients with heart failure.

Materials and Methods: This is a study of retrospective analysis of quasi-experimental data in patient with heart failure with reduced ejection fraction (HFrEF) and received care by multidisciplinary team, follow-up from 1 October 2015 to 30 September 2017. Data collection included history of heart failure, underlying diseases, laboratory data, medication history and pharmacist records of DRPs management. Data was gathered and analyzed for evaluation and comparison guideline adherence indicator (GAI) and DRPs management reports.

Results: A total of 97 patients had a mean age of 63.04 + 13.26 years old. There were male in 59.79 percent. The common comorbid diseases included myocardial infarction (82.47%), hypertension (78.35%), type 2 diabetes mellitus (49.50%), chronic kidney disease (40.21%), and atrial fibrillation (22.70%). After being supervised by the multidisciplinary team, the number of completed-GAI (three medications) was increased significantly (35.05% vs. 85.57%, p<0.001). The total of 401 DRPs was recorded. The major DRPs included non-compliance (38.40%), dosage too low (23.69%), and adverse drug events (20.20%). Pharmacist’s work includes providing medication recommendation and adjustment with cardiologists combined with patient counseling on related medications (53.62%), giving patient counseling without medication adjustment (42.64%), and suggesting doctors to amend the prescriptions (2.99%). After DRPs monitoring, almost the DRPs were solved by completely (86.03%). Moreover, the medications caused DRPs were drugs used to treat heart failure (43.27%) and comorbid diseases (56.73%).

Conclusions: The important role of the pharmacist is increasing rational drug use according to standard treatment guidelines. By providing DRPs management with identifying, solving, and monitoring DRPs, which was not focused only on heart failure treatment but included all medications treated for comorbid conditions. Therefore, patients will receive the drug safely and with maximum effectiveness.

Keywords: role of pharmacist, drug use evaluation, drug-related problems (DRPs), guideline adherence indicator (GAI), heart failure with reduced ejection fraction (HFrEF), multidisciplinary team.


บทบาทของเภสัชกรในการประเมินการใช้ยาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว | Role of pharmacist in drug use evaluation for patients with heart failure

Related

Tags:
Was this article helpful?
Dislike 0
Views: 102